เคล็ดลับขับขี่อย่างปลอดภัย เมื่อต้องขับขี่ในขณะที่ฝนตกและถนนเปียกลื่น

1465808241

หลังจากฤดูร้อนที่อบอ้าวและแห้งแล้งผ่านพ้นไป ฤดูฝนเวียนกลับมาอีกครั้งพร้อมความเย็นสบายที่หลายคนชื่นชอบ แต่การขับขี่บนท้องถนนในช่วงหน้าฝนอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ผู้ขับขี่บางคนอาจคาดไม่ถึง เนื่องจากเราคุ้นชินกับพื้นถนนที่แห้ง และมีการยึดเกาะที่ดีกว่าในช่วงหน้าร้อน ในวันนี้เรามีเคล็ดลับและเทคนิคการขับขี่อย่างปลอดภัยในสถานการณ์ฝนตก หรือถนนเปียกลื่นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการขับขี่ของ Chevrolet มาแนะนำดังนี้

 >>จองตั๋วรถทัวร์ออนไลน์ทั่วไทยง่ายๆใน5นาทีจ่ายเงินผ่านเซเว่นตลอด24ชม<<

 

เปิดไฟหน้าช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้เห็นในสภาพแสงน้อย

 

เปิดไฟหน้า

ไฟหน้าช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้ทั้งตัวคุณ และผู้ขับขี่รถคันอื่นได้มองเห็นในสภาพแสงน้อย ไม่ควรใช้ไฟฉุกเฉิน ยกเว้นเมื่อจอดรถ และต้องการให้รถคันอื่นหลบเลี่ยง ถ้ารถของคุณมีไฟตัดหมอก ควรเปิดใช้งาน

 

รักษาความเร็วที่สามารถควบคุมได้

ลดความเร็วเมื่อขับขี่บนถนนเปียกลื่น ควรแน่ใจว่าสามารถหยุดรถได้ในระยะที่มองเห็น การลดความเร็วยังช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการรถลอยตัวหรือเหินน้ำ

 

การขับขี่บนถนนที่มีน้ำท่วมขัง

ควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านถนนที่มองไม่เห็น หรือไม่สามารถเดินผ่านได้ หรือถนนที่มีน้ำท่วมขังสูงกว่ากึ่งกลางของล้อรถ สำหรับรถเอสยูวีและรถกระบะขนาดใหญ่ สามารถแล่นผ่านถนนที่มีน้ำท่วมสูงได้ แต่ควรตรวจสอบว่ารถของคุณสามารถขับขี่ผ่านระดับน้ำได้สูงเท่าใด น้ำท่วมขังจะบดบังสิ่งที่อยู่ด้านล่าง ดังนั้นถ้าคุณต้องขับบนถนนที่มีน้ำท่วมขังเป็นทางยาว ควรแน่ใจว่า คุณขับอยู่บนถนนและถนนไม่มีความเสียหายใดๆ หรือถนนขาด ขณะเดียวกัน ควรเพิ่มความระมัดระวังเมื่อขับขี่บนถนนที่ไม่คุ้นเคยเนื่องจากอาจมีหลุมที่ลึกเกินกว่าที่รถจะผ่านไปได้ ผู้ขับขี่สามารถจอดรถก่อนถึงบริเวณที่มีน้ำท่วมขังและสังเกตรถคันอื่นว่าสามารถขับผ่านไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

 

ใช้เกียร์ต่ำในการขับลุยน้ำที่ท่วมขัง

 

ถ้าต้องขับผ่านถนนน้ำท่วมขัง ควรขับรถบนกึ่งกลางหรือใกล้กับกึ่งกลางของถนน เนื่องจากระดับน้ำจะต่ำที่สุด ใช้เกียร์ต่ำและรอบเครื่องยนต์สูง ใช้ “เกียร์ 1” สำหรับเกียร์ธรรมดา หรือ “เกียร์ L” สำหรับเกียร์อัตโนมัติ ควรรักษาความเร็วให้คงที่และไม่เร่งอย่างรุนแรงเกินไป การลดพละกำลังของเครื่องยนต์อาจทำให้น้ำทะลักเข้าสู่ท่อไอเสีย และทำให้แคททาไลติกคอนเวอร์เตอร์เสียหาย ควรระมัดระวัง ไม่ให้น้ำเข้าสู่กรองอากาศด้านหน้าด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรขับด้วยความเร็วต่ำมาก เนื่องจากถ้าน้ำเข้าท่อไอเสีย หรือกรองอากาศด้านหน้าจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก

 

ควรขับรถเข้าสู่บริเวณน้ำท่วมด้วยความเร็วไม่เกิน 3 กม./ชม. และเพิ่มความเร็วเป็น 6 กม./ชม. เมื่อต้องขับผ่านน้ำท่วม

 

ควรขับรถเข้าสู่บริเวณน้ำท่วมด้วยความเร็วไม่เกิน 3 กม./ชม. และเพิ่มความเร็วเป็น 6 กม./ชม. เมื่อต้องขับผ่านน้ำท่วม ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นน้ำด้านหน้า และลดระดับน้ำโดยรอบห้องเครื่องยนต์ลง ช่วยลดความเสี่ยงที่น้ำจะไหลเข้าสู่ที่กรองอากาศ และสร้างความเสียหายต่อระบบไฟฟ้า รวมถึงชิ้นส่วนต่างๆ หากใช้ความเร็วมากกว่านี้ จะทำให้น้ำไหลผ่านกระจังหน้าเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์ได้

ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควรหรือขับรถผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมขังทีละคันเพื่อป้องกันการหยุดรถกลางทาง หากรถคันหน้าชะลอความเร็ว ควรระมัดระวังว่าไม่มีรถที่ขับมาจากเส้นทางอื่นเนื่องจากคลื่นของน้ำอาจท่วมรถได้ โดยเฉพาะถ้ารถคันอื่นใช้ความเร็วสูงเกินไป

เมื่อขับรถออกจากบริเวณที่มีน้ำท่วม ควรย้ำเบรกอย่างนุ่มนวลเป็นระยะ หากผู้ขับขี่มีทักษะสามารถใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกได้ เมื่อรู้สึกว่าเบรกจับตัวแล้ว ให้กลับมาขับตามปกติ ควรตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเศษขยะอย่างถุงพลาสติก หรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ติดอยู่ที่กระจังหน้าหรือหม้อน้ำ

เมื่อต้องขับผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง ควรตระหนักว่าระดับน้ำที่สูง 15 ซม. จะถึงระดับใต้ท้องรถ และรถส่วนใหญ่จะเริ่มลอยน้ำในระดับน้ำที่สูง 30 ซม. ขณะที่ระดับน้ำ 60 ซม. จะพัดพารถทุกประเภทแม้กระทั่งรถอเนกประสงค์เอสยูวี ถึงแม้น้ำจะไหลไม่แรง แต่แรงกระทำ และปริมาณน้ำก็จะพัดพาตัวรถไปได้ ดังนั้นจึงไม่ควรเสี่ยงอย่างเด็ดขาด

 

ควรปิดแอร์และเปิดกระจกหน้าต่าง

 

ปิดแอร์

ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรปิดแอร์และเปิดหน้าต่าง การขับขี่บนถนนที่มีน้ำท่วมขังขณะเปิดแอร์อาจทำให้เครื่องยนต์ดับ เนื่องจากพัดลมจะทำงาน และทำให้น้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ ถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับ พัดลมก็จะหมุนรับเศษขยะที่ลอยมาตามน้ำ ซึ่งจะทำให้พัดลมเสียหายได้ นำไปสู่ปัญหาความร้อนของเครื่องยนต์ที่สูงเกินไป

 

ขับอย่างนุ่มนวล และใช้ความเร็วต่ำ

 

ขับอย่างนุ่มนวล

ขับขี่ด้วยความนุ่มนวลและหลีกเลี่ยงการเบรกหรือหักเลี้ยวกะทันหัน ซึ่งอาจจะทำให้ตัวรถสูญเสียการควบคุม ควรเบรกก่อนเข้าโค้ง และเร่งออกอย่างนุ่มนวล

ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควรเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำกระเซ็นซึ่งจะทำให้ทัศนวิสัยลดลง โดยเฉพาะเมื่อต้องขับตามหลังรถคันใหญ่ ถ้าเป็นไปได้ ควรขับตามรอยยางรถคันหน้าเนื่องจากระดับน้ำจะน้อยกว่าส่วนอื่นของถนน

ควรเพิ่มความระมัดระวังอย่างมากถ้าฝนตกหลังจากถนนแห้งมานาน โดยเฉพาะเมื่อฝนตกลงมาไม่มากนัก เนื่องจากขณะถนนแห้งจะมีคราบน้ำมัน (จากท่อไอเสีย น้ำมันรั่วไหลจากรถคันอื่น และอื่นๆ) เคลือบอยู่บนพื้นผิวถนน น้ำฝนที่ตกลงมาไม่มากนักจะชะล้างคราบน้ำมันบนพื้นผิวถนน (น้ำมันมีน้ำหนักเบากว่าน้ำ) ทำให้เกิดความลื่น ซึ่งในบางกรณีอาจลื่นเหมือนพื้นน้ำแข็งจึงอันตรายอย่างมาก คราบน้ำมันดังกล่าวจะถูกชะล้างออกไปได้ต่อเมื่อฝนตกหนักเป็นเวลานาน

 

อาการลอยตัวหรือเหินน้ำเกิดขึ้นเมื่อยางรถไม่สามารถรีดน้ำระหว่างยางและพื้นผิวถนนออกได้

 

ข้อควรรู้เกี่ยวกับอาการลอยตัวหรือเหินน้ำ

อาการลอยตัวหรือเหินน้ำเกิดขึ้นเมื่อยางรถไม่สามารถรีดน้ำระหว่างยางและพื้นผิวถนนออกได้ ซึ่งทำให้ยางใดยางหนึ่ง หรือเกือบทั้งหมดเกิดอาการ “ลอย” บนพื้นผิวน้ำ ซึ่งทำให้ยาง และตัวรถลื่นไถล

 

การเหินน้ำเกิดขึ้นเมื่อ

– ยางชำรุดและดอกยางตื้นเกินไปที่จะรีดน้ำออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– ขับด้วยความเร็วสูงเกินไปจนดอกยางไม่สามารถรีดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– มีน้ำขังบนถนนมากเกินกว่าประสิทธิภาพของดอกยาง

 

ควรตรวจเช็คสภาพยาง หรือดอกยางก่อนออกเดินทาง

 

อาการเหินน้ำเป็นอย่างไร และควรทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการเหินน้ำ

– พวงมาลัยมีน้ำหนักเบากะทันหัน และรถไม่ตอบสนองต่อการควบคุมพวงมาลัย

– รอบเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างกะทันหันในขณะที่ความเร็วรถไม่เพิ่มขึ้น โดยอาการนี้จะมาพร้อมกับการกระตุก (เนื่องจากยางสูญเสียการยึดเกาะชั่วขณะ) ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายางรถของคุณเริ่มสูญเสียการควบคุม

– ควรลดความเร็วลงด้วยการผ่อนคันเร่ง แต่ไม่ควรถอนคันเร่งทั้งหมด รอให้ความเร็วลดลงและให้ยางยึดเกาะถนนอีกครั้ง

– ไม่ควรเบรก

– ไม่ควรใช้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือครูสคอนโทรล

– ถ้าหากรถเริ่มลื่นไถล ผู้ขับขี่ควรควบคุมพวงมาลัยไปในทิศทางที่ต้องการให้รถมุ่งไปจนกว่ารถจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ ไม่ควรเบรก ไม่ควรลดความเร็ว และควรเหยียบคันเร่งด้วยน้ำหนักเบาที่คงที่สม่ำเสมอ

– การควบคุมด้วยความนุ่มนวลมีความสำคัญ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Chevrolet

header3

 

บทความที่คล้ายกัน

จอดรถกลางแดด 'ยกก้านปัดน้ำฝน' ควรทำหรือไม่?
วิธีการให้สัญญาณในการออกรถ การเลี้ยวรถ และการกลับรถ
การเปลี่ยนสีรถ
เทคนิคการเลือกประกันภัยอย่างไรให้เหมาะกับรถมือสอง
รู้จักประกันภัยรถยนต์
10 คำศัพท์รถยนต์พื้นฐานที่คนใช้รถควรรู้
จอดรถเกียร์ P กับ N จอดรถแบบไหนใช้เกียร์อะไร?
6 สิ่งที่ควรเปลี่ยนทันที เมื่อซื้อรถมือสอง
เช็ก “โช้คอัพรถยนต์” ให้เกาะถนน
เปลี่ยนยาง ขณะรถยางแตก ผู้หญิงก็ทำได้
ไฟฉุกเฉิน" ใช้ไม่เป็น ผิดกฎหมาย
5 สิ่งไม่ลับ แต่คุณอาจไม่เคยรู้ เกี่ยวกับประกันภัยชั้น 1
5 เทคนิคจอดรถให้ปลอดภัยไม่โดนทุบ
8 นิสัยเสียขณะขับรถที่คุณเผลอทำโดยไม่รู้ตัว
เทคนิค 5 ข้อจัดการ 'ขี้นก' ก่อนสีรถจะเสียหาย
5 สิ่งในรถที่ควรตรวจเช็ครับหน้าฝน
เผยโฉมหน้า 'มนุษย์ประหลาด' รถชนอย่างไรก็ไม่ตาย!
ซ่อมห้าง กับ ซ่อมอู่ ที่ไหนดีกว่ากัน?
ของแต่งรถเบื้องต้น 10 อย่าง ที่จะเพิ่มสมรรถนะของรถคุณให้เหมือนรถแข่ง
เรื่องของล้อแม็ก…ทำไมต้องเลือกเบาไว้ก่อน?
ผู้ขับขี่รถยนต์เพลียหนัก เจอใบสั่งหลัง "เงารถ" คร่อมเลน
จอดรถ ทำไมต้องหันหน้าออก
5 เทคนิคสำคัญในการเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์
10 ท่าทางจับพวงมาลัย.. บอกนิสัยคุณได้!
ระบบจองตั๋วรถทัวร์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกไม่ต้องออกไปจองนอกบ้าน